3 ชีวิต ย่า-หลาน วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ ต้องกินของค้างคืนเพราะไม่มีเงิน

Publish 2019-05-17 21:00:45


ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุดรธานีว่า ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี มีครอบครัวยากจน มีเพียงย่ากับหลาน อยู่ด้วยกัน 3 คน อาศัยอยู่ในห้องเช่าไม่มีเลขที่ อยู่ชานหมู่บ้าน ที่บ้านหนองใส ตำบลหนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี ผู้เป็นแม่เด็กก็หนีกลับประเทศ ส่วนพ่อเด็กก็หนีหายไปกว่า 3  ปี แล้ว วอนผู้ใจบุญ ช่วยเหลือเงินค่าเล่าเรียน และค่าชุดนักเรียนของหลานสาว  ที่ต้องไปโรงเรียนในสัปดาห์หน้าเพราะต้องการให้หลานสาวมีความรู้ติดตัวก่อนที่ตนจะตายจากไป

 วันที่17 พฤษภาคม เวลา13.30 น.  ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ เป็นห้องแถวปูนปลูกติดกันชั้นเดียว พบนางเรียน  อินพวง  อายุ 66  ปี อยู่บ้านเลขที่ 472  หมู่  ชุมชนหนองใส ตำบลหนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี กำลังก่อไฟเตาถ่าน เพื่อจะอุ่นข้าวเหนียวค้างคืนที่เหลือจากเมื่อวานนี้ มากินกับหลานสาวคนเล็ก คือด.ญ.พิมพา หรือน้องแสตมป์ วงสุโท  อายุ 13 ปี โดยอาหารมื้อนี้กับข้าวเหนียวป่นกบถ้วยเดียว โดยทั้งคู่ได้นั่งกินข้าวด้วยกัน อยู่หน้าห้องเช่า     

นางเรียน  อินพวง   เปิดเผยว่า  ในวันนี้ได้เดินทางกลับมาจากสถานีตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี ที่ไปแจ้งความว่าหลานสาวคนโต ชื่อว่า ด.ญ.สตางค์ อายุ 14  ปี ได้หายออกจากบ้านพักไปได้ 4 วันแล้ว ไม่สามารถติดต่อได้เลย เพราะกลัวว่าจะได้รับอันตราย เดิมที่ตนเป็นชาว อ.บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และ สามี เป็นชาวร้อยเอ็ด ได้พากันอพยพมาหากินกัน อยู่ที่จังหวัดอุดรธานี  โดยมีลูกด้วยกัน 4  คน เป็นชาย 3 หญิง 1 คน ซึ่งปัจจุบันลูกๆ ทั้ง 4 คน ต่างก็มีครอบครัวกันและแยกย้ายกันไปทำมาหากิน ซึ่งแต่ละคนก็มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว และได้ไปอยู่อาศัยห้องเช่า เหมือนเช่นเดียวกันกับตน   

 

 

 

 

 


อุ่นข้างเหนียวข้างคืนกิน

โดยลูกสาวคนเล็กได้ขายบ้านของลูกสาวไปเพื่อใช้หนี้ สินและได้มาเช่าห้องเช่าดังกล่าว ให้ตนอยู่กับหลานสาวสองคน  ซึ่งค่าใช้จ่ายทุกเดือน ประมาณ 2,000 กว่าบาท  ลูกสาวจะส่งเงินมาให้ ส่วนลูกสาวไปมีครอบครัวและทำงานอยู่ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเดือนนี้ยังไม่ส่งเงินให้เลย ส่วนสามีของตนได้เสียชีวิต  เมื่อ 16  ปี ที่ผ่านมา ทำให้ตนก็ต้องลำบากมากขึ้น เพราะต้องอยู่กับลูกๆ กับหลานสาว 2 คน ตามลำพังขาดหัวหน้าครอบครัว ต้องมาทำหน้าที่เลี้ยงหลานสาวทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นลูกของลูกชายคนที่ 3  เนื่องจากแม่ของหลานสาวซึ่งเป็นชาวกัมพูชาได้หนีกลับประเทศไปตั้งแต่หลานสาวยังเล็กๆ อยู่  ส่วนพ่อของหลานสาวได้หายไปได้ 3  ปีกว่า  โดยไม่เคยกลับมาหาลูกทั้งสองคนเลย

นางเรียน  อินพวง กล่าวว่า ตนเองมีรายได้จากเงินเบี้ยคนแก่เดือนละ 600  บาท  และเงินช่วยเหลือคนจนจากสวัสดิการประชารัฐอีกเดือนละ 300  บาท โดยมีใครจ้างให้ตนทำอะไร ก็ทำหมดทุกอย่าง ส่วนใหญ่ จะมาจ้างให้ไปล้างจ้าง ซักผ้า หรือ รีดผ้า ได้เงินครั้งละ 40-100 บาท แต่นานๆ ทีถึงมีคนมาจ้าง ในแต่ละวันก็ไปหาเก็บผัก มาต้มกินกับน้ำพริกกับหลานสาว   ซึ่งตนนั้นได้ก็ป่วยเป็น โรคเบาหวาน โรคความดัน  และโรคกระเพาะ ต้องไปพบหมอรักษาอาการอยู่เป็นประจำ และผลจากการเป็นเบาหวานก็ทำให้สายตาฝ่าฟางมองเห็นไม่ชัดเจน  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา ต่อเนื่องจากแพทย์

นอกจากนี้แล้วในสัปดาห์หน้า อยากพาหลานสาวคนเล็ก ไปเข้า เรียนต่อในชั้น ม.1 ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน หรือ โรงเรียน เทศบาลหนองใส  เนื่องจากทางโรงเรียนได้เทอมไปแล้ว  แต่ตนก็ยังไม่มีเงินค่าเทอมจำนวน 500  บาทเลย  โดยชุดนักเรียนที่ต้องใส่ไปโรงเรียนก็ไม่มี  แต่โชคดีที่เพื่อนบ้านได้เอาเสื้อของลูกหลานของเขามาให้ ที่มีรูปร่างใกล้เคียงกันกับหลานสาวของตน  ส่วนกระโปร่งนั้น ตนได้นำไปย้อมสีดำ เพื่อให้ได้ไปโรงเรียนชั่วคราวก่อน  ส่วนกระเป๋านักเรียนก็ไม่มี ต้องใช้กระเป๋าผ้าแทนไปก่อน  รองเท้าก็มีเพียงรองเท้านักเรียน ซึ่งมีสภาพเก่าเพียงคู่เดียว

 

 

 

 

 

เสียงย่า


ก่อนที่ตนจะตายไปนั้นต้องการให้หลานสาว ทั้งสองคนได้เรียนหนังสือสูงๆ เพื่อจะได้มีความรู้ติดตัว จะได้มีโอกาสมีงานทำที่ดีในอนาคตของเขา  จึงวอนขอความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญ  เพราะต้องการให้หลานสาวจะได้เรียนหนังสือต่อ  และหากผู้ที่พบเห็นหลานสาวคนโต ก็ขอให้นำส่งกลับบ้านให้ด้วย เพราะคิดถึงมากเป็นห่วงนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว โดยหลังจากนางเรียน  อินพวง ไปแจ้งความเอาไว้ที่โรงพัก ได้มีการประสาน ให้เจ้าหน้าที่เขตงานหนองบัว มาสอบถามรูปพรรณ ลักษณะ ของหลานสาว คนโตที่หายออกจากบ้านไป เพื่อช่วยเหลือในการติดตัวกลับมา

สำหรับผู้ใจบุญ สามารถบริจาค ผ่านทางธนาคาร กรุงไทย จำกัด สาขาหมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี เลขบัญชีเลขที่ 450 -0 –4 4569 -2   ชื่อบัญชี  นางเรียน อินพวง ดังกล่าว

นายกฤษดา  จันทร์ดวง ผู้สื่อข่าว จ.อุดรธานี ภูมิภาค สำนักข่าว ทีนิวส์ 

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวภูมิภาค

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายกฤษดา จันทร์ดวง(เอก)