ไม่รู้กาลเทศะ!! “บิ๊กตู่” พูดชัดๆ นักการเมืองระวังปาก ใช้เหตุไฟใต้หาเสียง ข้อมูลชัด” จากทักษิณ..ก็ถึงยุคยิ่งลักษณ์” สถิติรุนแรงพุ่ง

ไม่รู้กาลเทศะ!! “บิ๊กตู่” พูดชัดๆ นักการเมืองระวังปาก ใช้เหตุไฟใต้หาเสียง ข้อมูลชัด” จากทักษิณ..ก็ถึงยุคยิ่งลักษณ์” สถิติรุนแรงพุ่ง

Publish 2019-01-21 17:44:09


เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้    กลับมารุนแรงอีกครั้งจากเหตุกรณ์กลุ่มคนร้ายจำนวน  6   คนบุกเข้าไปในวัดรัตนานุภาพ หรือ   วัดโคกโก หมู่ 2 ตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้ พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และในฐานะเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ มรณภาพ พร้อมพระลูกวัด รวม 2 รูป และมีพระสงฆ์บาดเจ็บอีก 2 รูป  ท่ามกลางความตื่นตระหนก และเศร้าโลกในเหตุกรณีที่เกิดขึ้น  จนนำมาซึ่งความรู้สึกเสียใจจากหมู่ชนทุกเหล่าศาสนา  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการกระทำที่ชั่วช้าเกินกว่าจะรับได้  และไม่อาจนำเรื่องของความคิดต่างทางศาสนาเข้ามาใช้เป็นข้ออ้างใด ๆ ได้เลย

 



อย่างไรก็ตามกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น  ก็หนีไม่พ้นวังวนทางการเมือง  โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังจะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง  พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ก็มีการหยิบฉวยประเด็นดังกล่าวมาวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะโจมตี  แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไร   ในทางตรงข้ามยิ่้งเห็นได้ชัดว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคน  อาจเรียกว่าไม่รู้จักกาลเทศะต่อเหตุกรณีที่เกิดขึ้น  จึงได้นำเรื่องทางการเมืองไปผูกโยงอย่างน่าผิดหวังในความคิด  เพราะโดยข้อเท็จจริงคนไทยพึงตระหนักอยู่แล้วว่าเหตุการณ์ร้ายดังกล่าว  ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน 

 

กรณีหนึ่งที่มีเสียงตำหนิติติงอยู่ไม่น้อยก็คือ กรณี  นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พูดถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่วัดรัตนานุภาพ  บางช่วงบางตอนระบุว่า "รัฐบาลควรรีบดำเนินกาเพิ่มมาตรการความเข้มข้นในปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชน พระสงฆ์ และนักบวชทุกศาสนาให้มากกว่าที่เป็นอยู่  

 

ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์

 

และรัฐบาลต้องอำนวยการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ไม่จำเป็นก็อย่าเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้มีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งแทนรัฐบาลทหาร เพราะรัฐบาลที่มาจากกระบอบประชาธิปไตย จะเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ จะส่งผลดีต่อการเจรจาความร่วมมือในทุกด้านร่วมทั้งความมั่นคงเพราะจะมีความเชื่อมั่นต่อสถานะของรัฐบาล และที่สำคัญรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม  และเมื่อประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ก็จะมีส่วนร่วมในการข่าวที่ดีกับส่วนราชการ จะทำให้มีการป้องการเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี"

 

เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาร่วมกันว่า   ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งกี่ครั้ง มีรัฐบาลพลเรือนกี่หน นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา  ซึ่งเป็นเหตุช่วงเวลาที่ไฟใต้ถูกจุดขึ้นจากการบริหารปัญหาของรัฐบาล  ทักษิณ  ชินวัตร  ดีขึ้นหรือแย่ลงในช่วงไหน อย่างไร   และสมควรยิ่งนางลดาวัลย์  ในฐานะร่วมทำงานมาโดยตลอดในฐานะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และเคยได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ยุครัฐบาลทักษิณ  ก็ควรรู้ใช่หรือไม่ว่าสถานการณ์ไฟใต้เริ่มครุโชนด้วยประเด็นเรื่องอะไร  และใครเป็นต้นเหตุแท้จริง

 

อีกบุคคลหนึ่งไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะมีเจตนานำปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้   มาตำหนิติเตียนกองทัพและรัฐบาลคสช.  ในช่วงการเมืองใกล้สู่ช่วงจังหวะเปลี่ยนแปลง ด้วยกำหนดการเลือกตั้งไม่นานเกินรอ อย่างกรณีของ   ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.)  หรือ "หมวดเจี๊ยบ" ที่ระบุความตอนหนึ่งว่า   ถึงเวลาแล้วที่กองทัพต้องเลิกแทรกแซงการเมือง แล้วกลับไปทุ่มเททำงานด้านความมั่นคงและปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดน  ไม่ใช่เอาเวลามาเล่นการเมืองเพื่อช่วยใครสืบทอดอำนาจ ที่ผ่านมา จนทำให้งานด้านการข่าวในภาคใต้ถือว่าไม่ได้ผล และเดินช้ากว่าคนร้ายหนึ่งก้าวอยู่เสมอ

 

ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง

 

อย่างไรก็ตามมีข้อน่าสังเกตุว่า "หมวดเจี๊ยบ" ก็พอจะรู้ว่าสถานการณ์ชายแดนใต้มีความพยายามมาโดยตลอดหลายยุคสมัยรัฐบาลพลเรือน ตามรายละเอียดในเชิงเหน็บแนมกองทัพ  ว่า กับกรณีทางการเมือง   กองทัพจะทำงานเชิงรุกและรู้ดีไปทุกเรื่อง  ผิดกับความไม่สงบในภาคใต้  ซึ่งตนเชื่อว่ากองทัพคงตอบไม่ได้ด้วยว่า  ใครคือโจรใต้กันแน่ แม้จะส่งกำลังทหารนับแสนนายลงไปแก้ปัญหาไฟใต้มาแล้ว 15 ปี ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อปี 2547 ก็ตาม

 

และด้วยความพยายามบิดเบือนทางการเมือง  ส่งผลทำให้ล่าสุด  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกเป็นแถลงการณ์ “สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้” มีรายละระบุว่า   "จากสถานการณ์ความรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นในระยะนี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความพยายามในการสร้างสถานการณ์เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง และพยายามดึงเข้าสู่เงื่อนไขความขัดแย้ง อันจะทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไปสู่สากล ให้เกิดการรับรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการใช้การเสนอข่าวของสื่อมวลชน และสื่อโซเชียล เป็นเครื่องมือ ในขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังให้ความสนใจกับสถานการณ์ทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความพยายามใช้เหตุการณ์ความรุนแรงที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 ทำลายขวัญกำลังใจ ความอดทนในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีของไทย มุ่งหวังจะให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเข้าสู่เงื่อนไขสากล นำไปสู่การปฏิบัติการขององค์การระหว่างประเทศดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่ ในหลายประเทศ สังคม สื่อมวลชน สื่อโซเชียล และสื่อต่างๆ ควรเข้าใจในประเด็นนี้ และช่วยกันสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มการเฝ้าระวัง แจ้งข่าวสาร ไม่สนับสนุนความพยายามดังกล่าว

 

ประชาชนซึ่งถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ครู นักเรียน พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา ประชาชนทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย ล้วนแต่ได้รับการดูแลและเฝ้าระวังอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่า จากจำนวนและความกว้างขวางของพื้นที่ รวมถึงห้วงเวลาในการดำเนินชีวิตปกติของประชาชนนั้น ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง หรือร้อยเปอร์เซ็นต์ หากพื้นที่ใดต้องการให้มีการดูแลเป็นพิเศษ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ได้โดยตรง ตลอดจนขอให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังและให้ข้อมูลข่าวสารกับเจ้าหน้าที่ด้วย

 

อย่างไรก็ตามรัฐบาล และคสช. ขอให้ทุกคนให้กำลังใจประชาชนทั่วไป ผู้นำศาสนาทุกศาสนา ครู นักเรียน รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ทุกคนในพื้นที่ เพราะเขาอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อันตราย และขอให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เคารพกฎระเบียบ กติกาที่ฝ่ายความมั่นคงกำหนด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน เช่น การตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ การตรวจยานพาหนะ การตรวจค้นสถานที่  ฯลฯ รวมทั้งขอให้สื่อมวลชน สื่อโซเชียล เสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง และพรรคการเมือง นักการเมือง หาเสียงด้วยความระมัดระวังเช่นกัน

 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความระมัดระวัง ป้องกันดูแลประชาชนและตนเองให้ได้ไปพร้อม ๆ กัน คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ พัฒนางานด้านการข่าวควบคู่ไปกับการปรับยุทธวิธีให้เหมาะสม  โดยรัฐบาล และคสช.ยังคงบังคับใช้กฎหมาย และบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ



จากคำชี้แจงของพล.อ.ประยุทธ์  ดังกล่าวถือว่าชัดเจนในระดับสำคัญ แต่ยิ่งไปกว่านั้นต้องดูข้อมูลของ Deep South Watch ประกอบไปด้วยเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย กับคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์  ใครน่าเชื่อถือมากกว่ากัน   

 

โดยเฉพาะกับรายงาน 13 ปี ความขัดแย้งชายแดนใต้  ที่มีการสรุปความสำคัญว่า   การเปลี่ยนแปลงของผลกระทบที่มีต่อความสูญเสียในด้า ชีวิตของผู้คน ถึงแม้ว่าในรอบ 13 ที่ผ่านมาจะมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้มากกว่า 6,000 คน แต่จำนวนผู้เสียชีวิตรายปีนับตั้งแต่ปี 2556 มีแนวโน้มลดลงจาก 521 คนในปี 2556 มาเป็นจำนวน 309 คนในปี 2559

 

 

ส่วนการสูงขึ้นของผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ  แม้จะแปรผันไปตามจำนวนครั้งของเหตุการณ์ที่สูงเป็นบางช่วงแต่จำนวนผู้เสียชีวิตกลับลดลงเป็นลำดับ การลดลงของจำนวนผู้เสียชีวิตรายปีสอดรับกับระดับความถี่ของเหตุการณ์รายปีที่ลดลงตั้งแต่ปี 2556  ทำให้อาจจะสรุปได้ว่าการลดลงของเหตุการณ์ในปี 2551 นั้นเป็นผลจากปฏิบัติการทางทหารที่เข้มข้นขึ้นตามนโยบายรัฐในช่วงนั้นเรื่องการเพิ่มกำลังทหารมาในพื้นที่ แต่การลดลงของเหตุการณ์ ในปี 2556 นั้นน่าจะเกิดจากปฏิบัติการกระบวนการสันติภาพที่เป็นผลจากการปรับตัวของทุกฝ่ายในสนามของความขัดแย้ง จุดนี้ทำให้ลักษณะทั่วไปของสถานการณ์เปลี่ยนไป  

 

 

น่าสนใจยิ่งกว่านั้นเมื่อสอบค้นข้อมูลของ   Deep South Watch ล่าสุด มีการรายงานเป็นภาษาอังกฤษว่าสถานการณ์การก่อเหตุความรุนแรงในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี  2561  ลดลงเหลือ  548  ครั้ง   ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องในช่วงการเข้าบริหารประเทศ โดยรัฐบาลคสช.  ขณะที่ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ อัตราการเกิดเหตุยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 1,161- 1,794 ครั้ง  รวมถึงจำนวนผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตก็ลดลงด้วยเช่นกัน     และเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่องจากยุครัฐบาลอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  เสียด้วยซ้ำ   ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่การบริหารจัดการปัญหาชายแดนภาคใต้   ที่กำลังเดินมาด้วยดีตามลำดับในช่วงพรรคประชาธิปัตย์   ตามตัวเลขการเกิดเหตุซึ่งลดลงไปอยู่จุดต่ำสุดที่   970 ครั้ง  จากยุครัฐบาลทักษิณ   ที่มีสถิติการก่อเหตุความรุแรงมากกว่า  2 พันครั้งต่อปี    ต้องเปล่าประโยชน์และใช้เวลามาถึงยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  ทุกอย่างจึงเริ่มต้นดีขึ้นอีกครั้ง

 

 

จากตัวอย่างเพียงบางส่วนโดยการรวบรวม โดย   Deep South Watch คงไม่ย้ำว่าข้อมูลที่มีการนำเสนอโดยนักการเมืองบางกลุ่มบางคน เจตนาแฝงเร้นอย่างไรกับเหตุความรุนแรงครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น   ประเด็นที่ต้องขยายความต่อไปเอากันแบบให้ถึงลึกถึงแก่น  ก็คือ วิกฤตการณ์ไฟใต้ที่ "หมวดเจี๊ยบ" ใช้คำว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อปี 2547  และใช้เวลานานถึง 15 ปีแล้วยังไม่สามารถดับลงได้อย่างสนิท  ใครกันแน่ที่สมควรถูกประณามถ้าไม่ใช่คนที่ชื่อ "ทักษิณ  ชินวัตร"  


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม