โฆษกแพทยสภา ยืนยัน ขั้นตอนการสอบสวน หมอขืนใจคนไข้ อาจนาน 1 ปี!

Publish 2018-11-17 13:42:46



จากกรณี นางสาวศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายความอิสระ หรือทนายนิด้า โพสต์เฟซบุ๊ก เพจทนายนิด้า กรณีนายแพทย์ระดับอาจารย์หมอ ล่วงละเมิดทางเพศคนไข้ขณะที่เข้ารับการตรวจภายใน ทนายนิด้าลำดับเหตุการณ์ว่า คนไข้ เป็นหญิงสาวอายุ 29 ปี ไปทำการรักษาที่คลินิคของนายแพทย์รายนี้ อายุประมาณ 52 ปี เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2561 หลังครั้งแรกรักษาไม่หาย ซึ่งในวันนั้นคนไข้ได้ตรวจเป็นคนไข้รายสุดท้าย เริ่มต้น นายแพทย์เตรียมอุปกรณ์ และเครื่องมือปกติ แต่หลังจากปิดไฟ คนไข้รู้สึกนายแพทย์ใช้อวัยวะเพศชายสอดใส่อวัยวะของตนกระทำจนสำเร็จความใคร่



ขณะนั้น คนไข้ไม่สามารถขัดขืนได้ หลังจากนั้นปล่อยคนไข้กลับบ้าน กระทั่ง คนไข้รู้สึกอับอายจึงไม่บอกครอบครัว แต่ตัดสินใจไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแพทย์คนดั่งกล่าวทราบเรื่อง แชทไลน์ เสนอยื่นเงินเยียวยา 50,000 บาท ต่อมา เพิ่มเป็น 300,000 บาท โดยมีข้อความสนทนาทางไลน์บันทึกเป็นหลักฐานว่ามีการโอนเงินจริง และพยายามเจรจาให้คนไข้ถอนการแจ้งความ ทั้งนี้ทีมทนายมั่นใจในพยานหลักฐานจากคลิปเสียง และบทสนทนา เอาผิดแพทย์รายนี้ได้

 

 

 

ทนายนิด้าระบุว่า หลังเป็นข่าว มีบุคคลากรวงการแพทย์โทรมาแจ้งว่า แพทย์รายนี้มีพฤติกรรมลวนลามคุกคามทางเพศคนไข้และนักศึกษาฝึกงานบ่อยครั้ง และเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์ของจังหวัดนครสวรรค์เป็นอย่างดี เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ ส่วนข้อความสนทนา ระบุว่ามีการสอดใส่ของปลอมกับถุงยางอนามัย โดยนายแพทย์อ้างว่า การใช้ของปลอม เป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศอย่างหนึ่ง เวลาที่เกิดการเจ็บบริเวณนี้ อาการเจ็บจะลดลง เพราะฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเพื่อความสุข หรือมีฤทธิ์อีกด้านหรือลดความเจ็บปวด เป็นเพียงข้ออ้างในการปฏิเสธความผิด ส่วนข้อความไลน์เห็นได้ว่า นายแพทย์พยายามใช้คำพูดเกลี้ยกล่อม อ้างว่ารู้สึกดีและรักคนไข้

 

 



ด้าน ร.ต.อ.รัชพล ขวัญเซ่ง ร้อยเวรเจ้าของคดี เปิดเผยว่า นพ.จักรพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาใน 2 ข้อหา ขณะนี้ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้ พ.ต.ท.บุญเชิด จันทร์มณี รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธและไม่ขอให้การ โดยจะไปให้การในชั้นศาล ใช้เวลา 10-15 วัน ก็จะสามารถสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เสียหายรายงานมาจากโรงพยาบาลตำรวจว่า ไม่พบคราบอสุจิ แต่พบร่องรอยบางอย่างเท่านั้น เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้เดินทางมาตรวจในทันทีทันใด โดยทิ้งระยะเวลานานกว่า 10 วัน และตำรวจไปตรวจที่คลินิกผู้ต้องหาก็ทำได้ตามกฎหมายเท่านั้น บางกรณีเป็นสิทธิ์ที่ผู้ต้องหาขอสงวนไว้ตามกฎหมาย และไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าไปในคลินิก ขณะนี้ยังไม่มีการส่งสำนวนหรือนำตัวหมอไปฝากขังศาลแต่อย่างใด

 

 

ล่าสุด พญ.ชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพิจิตร และโฆษกแพทยสภา กล่าวถึงขั้นตอนการสอบสวนหากมีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับจริยธรรมแพทย์และมีผลกระทบต่อคนไข้ว่า ว่า หากมีการเผยแพร่ข่าวทางโซเชียลมิเดียในเรื่องที่กระทบกับจริยธรรมแพทย์ ก็สามารถร้องเรียนเข้ามาที่แพทยสภาได้ โดยมี 2 แบบ คือ 1.เลขาธิการแพทยสภาตรวจสอบจากสื่อ ว่าแพทย์เข้าข่ายผิดจริยธรรม รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น เสนอกรรมการแพทยสภา สอบจริยธรรม แพทย์ 2.  ตัวบุคคลหรือเจ้าทุกข์หรือตัวแทนหน่วยงาน เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส. )สามารถร้องเรียนเข้ามาเอง เมื่อทางเลขาแพทยสภาฯ รับเรื่องสามารถตั้งกรรมการสอบได้ ทั้งนี้หากมีการตั้งกรรมการสอบแล้วเพื่อความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการเชิญทั้งคู่มาให้ข้อมูล โดยสามารถมาให้ข้อมูลเองหรือส่งเป็นลายลักษณ์อักษรได้  ซึ่งเป็นในรูปแบบต่างฝ่ายต่างมาให้ข้อมูลก่อนรวบรวมอีกครั้ง ไม่มีการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด 

พญ.ชัญวลี กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามแพทยสภาก่อตั้งมา 50 ปี ดังนั้นจึงมีขั้นตอนที่รัดกุมในการตรวจสอบ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.การตั้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมขึ้นมาตรวจสอบว่ามีมูลหรือไม่มีมูล 2.หากพบว่ามีมูลก็จะส่งต่อไปที่คณะกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม และ คณะกรรมการแพทยสภาเพื่อให้ทำการตรวจสอบ 3.หากพบว่ามีความผิดจริงก็จะส่งเรื่องไปที่คณะอนุกรรมการสอบสวนจริยธรรมเพื่อตัดสินลงโทษ โดยโทษมีตั้งแต่เบาสุดไปหนักสุด คือไม่เอาเรื่อง ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใบประกอบ และยึดใบประกอบวิชาชีพ 4. เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ ตัดสินแล้วส่งเรื่องกลับมาที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ และ คณะกรรมการแพทยสภาว่าเห็นด้วยกับบทลงโทษหรือไม่ และ 5.หากเห็นด้วยกับคำตัดสินก็จะมีการแจ้งไปที่นายกสภาพิเศษให้รับทราบและดำเนินการแจ้งเจ้าตัวหรือหน่วยงานเพื่อให้รับทราบ ซึ่งทุกขั้นตอนจะพยายามให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี อย่างไรก็ตามหากเป็นกรณีที่มีความรุนแรง สะเทือนขวัญก็อาจมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนจริยธรรมชุดพิเศษเพื่อให้การพิจารณาเร็วขึ้นได้

 



เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย