ปริศนาต้องถูกคลี่คลาย!! ภาพถ่าย "ไฟในบาตร" ของ "พระอาจารย์จวน" เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ?!!

Publish 2018-06-05 15:36:43



 

           ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ที่มีผู้แอบถ่ายภาพพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ในระหว่างฉันอาหาร และเมื่อล้างฟิล์มอัดภาพออกมาแล้วก็พบว่ามีเปลวไฟปรากฏขึ้นในบาตรใส่ข้าวของท่านนั้น เหตุการณ์นี้ได้มีผู้เขียนอธิบายเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ดังนี้

 

 

 

 

           ภาพแรกคือภาพ "ไฟในบาตร" ... ภาพที่สองเป็น "แสงประหลาด" ที่ปรากฏโดยไม่อาจค้นหาแหล่งกำเนิดแสงได้ ในหนังสือ "กุลเชฏฐาภิวาท" ได้อธิบายภาพไฟในบาตรว่า

"ปกติบรรดาศิษย์จะแอบถ่ายรูปครูบาอาจารย์ในอิริยาบถตามสบายต่างๆ กัน  ภาพนี้ผู้ถ่ายแอบถ่ายเมื่อท่านอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ฉันอาหารเสร็จแล้ว กำลังล้างปาก บาตรที่ตรงหน้าท่านว่างเปล่า ได้เทข้าวก้นบาตรออกหมดแล้ว  ผู้ถ่ายก็ดี ผู้นั่งอยู่ตรงหน้าซึ่งมีอยู่ประมาณสิบกว่าคนก็ดี รวมทั้งท่านพระครู (องค์ทางซ้าย) ไม่เห็นแสงไฟหรือเปลวไฟอะไรเลย  แต่เมื่อล้างฟิล์มอัดภาพแล้วจึงได้เห็นไฟในบาตรปรากฏขึ้น  แสงไฟในบาตรจับหน้าท่านและขอบบาตรจนเป็นสีเข้ม และสะท้อนมาสู่พื้นศาลาหน้าบาตรด้วย"

 

             ถ้าเราจะค้นหาไฟที่ปรากฏในบาตรก็อาจกล่าวได้ว่า ท่านอาจารย์จวนได้จุดเทียนขึ้นเล่มหนึ่งแล้วปักลงในบาตรก่อนจะมีการถ่ายภาพ  แต่ว่ามีเหตุผลอะไรที่ท่านจะต้องทำเช่นนั้นในเวลาที่ดูเป็นการประกอบกิจที่ต่อเนื่องเช่นนั้น คือ ฉันเสร็จ เทข้าวก้นบาตรออก ล้างปากและแคะฟัน  และหากเป็นเทียนที่จุดขึ้น ไฟจากเปลวเทียนไม่มีทางจะลุกโชติช่วงสว่างไสวขนาดนี้

 

              สมมุติว่าเป็นการจัดฉาก จะต้องทำกันเป็นเรื่องใหญ่โต  ลูกศิษย์ลูกหาต้องร่วมมือด้วย  ต้องมีช่างเทคนิคเข้ามาลงมือ  อาจมีการลากสายของแหล่งกำเนิดไฟผ่านมาทางด้านหลังและให้ท่านอาจารย์นั่งทับ แล้ววางกล้องให้อยู่ในตำแหน่งที่บาตร ก็สามารถบังสายหรือท่อกำเนิดไฟ จนเกิดภาพไฟในบาตรขึ้น

นั่นเป็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้ ... แต่ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำเช่นนั้น

 

 



ทีนี้มาดูภาพที่สอง

           แสงประหลาดที่ปรากฏในภาพนี้หรือแสงทำนองนี้เคยเห็นในภาพถ่ายของครูบาอาจารย์องค์อื่นมากอยู่  บางทีในงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคล หรือในระหว่างครูบาอาจารย์ต่างๆ กำลังประกอบพิธีกรรมต่างๆ ลักษณะของแสงประหลาดแบบนี้เท่าที่ผมได้พบเห็นมามีทั้ง "แสงโง่" และ "แสงที่ประหลาดจริงๆ"

 

 

 

           "แสงโง่" คือ แสงที่มักปรากฏในพิธีพุทธาภิเษกโดยมาก  แสงโง่เกิดขึ้นเพราะด้ายสายสิญจน์ที่ผูกระโยงระยางตลอดมณฑลพิธี ช่างภาพเข้าไปถ่ายภาพด้วยไฟแฟลช  ด้ายสายสิญจน์หรืออะไรก็ตามที่อยู่ใกล้กล้องมากที่สุดจะรับแสงจากไฟแฟลชเต็มที่จนเกิดเป็นภาพเหมือนลำแสงขาวนวลพาดผ่านในภาพถ่าย  พอล้างรูปออกมาดูก็ฮือฮาว่าเป็นแสงปาฏิหาริย์ แล้วเอามาอวดโง่กัน

           แสงโง่ก็เป็นลักษณะหนึ่ง ส่วน "แสงประหลาด" ก็เคยพบอยู่มากจริงๆ เหมือนกัน  เป็นแสงที่มีลักษณะอย่างในภาพที่ลงไว้ทั้งสิ้น พิเคราะห์ดูลักษณะการเกิดภาพแสงแบบนี้ เราจะสามารถเห็นได้ในการถ่ายภาพกลางคืน  อย่างเช่น  ถ่ายภาพถนนราชดำเนินในคืนวันเฉลิมพระชนมพรรษา  แสงอย่างนี้ปรากฏตลอดแนวยาวของถนน  นั่นเป็นเพราะว่า  การถ่ายภาพกลางคืนจะต้องเปิดหน้ากล้องค้างไว้นานมาก  รถยนต์หรืออะไรก็ตามที่สามารถเคลื่อนไหวได้ก็จะเคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้องไปมา  ไฟจากหน้ารถก็จะถูกพิมพ์ลงในฟิล์มเป็นสายยาวตลอดจนตกเฟรมไป  เมื่อล้างรูปออกมาดูก็จะเห็นแสงอย่างนี้ปรากฏในภาพมากมายไปหมด  ซึ่งการถ่ายภาพแบบนี้มีแหล่งกำเนิดแสงอย่างแน่ชัด

 

             แต่ภาพอย่างที่เห็นว่าแปลกนี้เป็นภาพถ่ายที่เกิดขึ้นในเวลากลางวัน  ดูเหมือนจะตั้งความเร็วปกติคือระหว่าง ๖๐-๑๒๕  ภาพคนทุกคนที่อยู่ในนั้นไม่มีการเคลื่อนไหว  ถ้าหากเป็นการเปิดกล้องค้างไว้นานๆ แล้ว แม้อาการหายใจของคนก็จะทำให้รูปคนพร่ามัวไปได้ทันที  และเมื่อมองหาแหล่งกำเนิดแสงก็ไม่พบว่ามีเทียนหรือไฟอะไรอยู่ในนั้น

ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร?!!

ถ้าที่นี่เมืองไทยมีคนอย่างจอร์จ ลูคัส หรือสตีเวน สปีลเบิร์ก อาศัยอยู่ ภาพนี้คงไม่แปลกประหลาดอะไร แต่ภาพนี้ก็เป็นของแปลก โดยเฉพาะถ่ายขึ้นมาด้วยกล้องที่ภาษานักเลงกล้องเรียกอย่างดูหมิ่นว่า "กล้องปัญญาอ่อน" ก็ยิ่งยากที่จะทำอะไรประหลาดๆ ให้เกิดขึ้นอย่างจงใจได้

มีคำบรรยายภาพทั้งหมดนี้ว่า

"เมื่อมีการนำภาพชุดนี้มากราบเรียนถาม ท่าน (หลวงปู่จวน) ไม่อธิบายว่าอย่างไร  ศิษย์ผู้หนึ่งแสดงความเห็นว่า แสงเป็นสายยาวนั้นคงคล้ายกับการถ่ายภาพรถยนต์เมื่อกำลังวิ่งในเวลากลางคืน ความเร็วของรถทำให้แสงโคมไฟหน้ารถจะเป็นเส้นขาวเช่นนั้น

 

 

            การถ่ายภาพนี้คงเป็นการบังเอิญที่กล้องสามารถจับภาพ 'รังสี' ของท่านที่อยู่อีกภพหนึ่ง ซึ่งเราไม่อาจเห็นได้ด้วยตาของสามัญชนธรรมดา  และการเคลื่อนไหวของ 'ท่าน' เหล่านั้นรวดเร็วมาก 'รังสี' ของ 'ท่าน' จึงเห็นเป็นเพียงลำแสงปรากฏเป็นเส้น  และเวลาต่างกันเพียงอึดใจเดียวก็เป็นภาพที่แตกต่างกันมาก

ไม่ทราบว่าคิดเช่นนี้ถูกผิดประการใด

ท่าน (หลวงปู่จวน) ฟังแล้วก็นิ่งอยู่  หากทว่าภายหลังมีผู้มารบเร้าซักถามท่านมากๆ ท่านหันมาทางศิษย์ผู้นั้น บอกว่า

'ไหนช่วยอธิบายให้เขาฟังทีซิ'

แล้วท่านก็ลุกหนีไป

ผู้ที่เคยเห็นภาพชุดพิเศษ ถ่ายในคืนวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว อนาลโย ในหนังสือ 'อนาลโยบูชา' จะเห็นแสงสีฟ้าลักษณะขาดเป็นช่วงๆ เช่นนี้มาก รวมทั้งเศียรพญานาคที่กำลังชูคอแผ่พังพานอยู่หลายตัว  อาจจะนำมาเทียบเคียงกันได้ และอาจเป็นเครื่องยืนยันว่า เมื่อท่านผู้ทรงคุณธรรมเฉกเช่นนี้อยู่ที่ใดย่อมแวดล้อมด้วย 'ท่าน' ผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธานุภาพ มาพิทักษ์รักษาหรือกราบคารวะ"

 

 

หลวงปู่ขาว อนาลโย

 

 



 

ผู้อ่านคิดอย่างไร?

             ในส่วนตัวของผมแม้จะเห็นว่ามีทางถ่ายภาพโดยให้เกิดแสงอย่างนี้ขึ้นได้เหมือนกัน แต่ผมไม่คิดว่าผู้ถ่ายภาพพระอาจารย์จวนจะเป็นผู้รู้จักวิธีการอย่างนั้น หรือผู้ถ่ายภาพแสงประหลาดทั้งหลายจะรู้จักวิธีทำภาพแบบนี้  ให้ถามนักเลงกล้องมืออาชีพที่อยู่ใกล้ๆ ตัว ก็จะพออธิบายได้ว่าจะต้องทำอย่างไร  ผมจะไม่ชี้โพรงให้กระรอก  ไว้วันดีคืนดีผมอาจจะทำให้ดูเล่นๆ สักภาพ

 

 

            ในกรณีของภาพแสงประหลาดที่ลูกศิษย์ถ่ายท่านอาจารย์จวนนี้ ผมเชื่อเต็มหัวใจว่าเกิดขึ้นโดยเหตุบังเอิญหรือด้วยปาฏิหาริย์จริงๆ  ไม่มีเรื่องจัดฉากแต่อย่างใด และท่าน (หลวงปู่จวน) ก็ไม่ฮุบเครดิตนี้มาเป็นของท่านเอง  คงยกให้เป็นเทพเทวดาไป  ไม่อวดอ้างว่าเกิดเพราะอำนาจจิตมหัศจรรย์ของท่านแต่อย่างใด  มิหนำท่านก็ได้เห็นความแปลกประหลาดนี้พร้อมๆ กับลูกศิษย์เหมือนกัน

เกี่ยวกับอำนาจจิตนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นของมีได้เป็นได้ในจิตของพระอริยเจ้าระดับนี้ทุกองค์  ซึ่งเรื่องของอำนาจจิตหรือพลังจิตก็เป็นเรื่องยากจะอธิบายหรือพิสูจน์ได้ ... คงปรากฏเป็นรูปของปริศนาที่ไม่อาจคลี่คลายออกมาเสมอ!!

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  "อำพล เจน", หนังสือ "ศักดิ์สิทธิ์" ฉบับที่ ๒๑๖, ๑ มกราคม ๒๕๓๕

ที่มา : http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-juan/lp-juan-hist-10.htm

 

 



เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ


Recommend News