รู้หรือไม่ รบ.บิ๊กตู่ผู้แก้กม.ไร้สัญชาติคุ้มครองเด็กมากขึ้น 10ปีให้แล้ว1แสนคน เหลืออีก4.8แสน

Publish 2018-08-09 14:54:35



กลายเป็นกระแสอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องการขอสัญชาติ อันเกี่ยวเนื่องจากกรณีของนักฟุตบอลทีมหมูป่าอคาเดมี 4 คน ที่ได้รับสัญชาติไทยไปเมื่อวานที่ผ่านมา (8ส.ค.) ที่ผ่านมามีการหยิบประเด็นคล้ายจงใจให้เป็นดราม่า มีการนำเคสหมูป่าเปรียบเทียบกับบุคคลไร้สัญชาติคนอื่น ที่ยื่นเรื่องไปแต่กลับเงียบหรืออาจใช้เวลานาน แต่ยังไม่มีแววว่าจะถึงวันได้สัญชาติ มีการนำไปผูกโยงกับผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ไปในทำนองให้อภิสิทธิ์ชนกับเด็กๆหมูป่าหรืออย่างไร??? น้อยจะรู้ว่าเป็นรัฐบาลคสช.นี่แหละที่ช่วยทำให้เรื่องการขอสัญชาติมีความสะดวกขึ้น



 

 

 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ออกมาเปิดเผยถึง มติครม.วันที่ 7 ธันวาคม อนุมัติแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและคนไร้สัญชาติในประเทศไทย ตามข้อเสนอกรมการปกครอง มท. เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติและสถานะของเด็กนักเรียนและบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในราชอาณาจักรไทย

 

 



 

 

ทั้งนี้เพื่อ 1. แก้ปัญหาเด็กที่เกิดในไทย แต่ต้องกลายเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยครม.ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้ “บุตรของคนต่างด้าวทุกกลุ่มที่เกิดในประเทศไทย” สามารถอาศัยอยู่ในไทยได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี ไม่ว่าบิดาหรือมารดาจะเข้ามาอยู่ในไทยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม โดย “สิทธิอาศัย” ของบุตรจะเป็นไปตามสิทธิของบิดาหรือมารดา และสิทธิอาศัยนั้นก็จะติดตัวเด็กต่อไปตราบเท่าที่ยังอาศัยอยู่ในไทยโดยไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี โดยการให้สิทธิอยู่อาศัยตามร่างกฎกระทรวงฉบับนี้

 

 

2.เพื่อจะได้แยกแยะว่าเด็กจะอยู่อาศัยในฐานะใด เช่น บิดามารดาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ทางราชการได้จัดทำทะเบียนประวัติไว้ซึ่งถือว่าเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวโดยต้องอยู่ในพื้นที่ควบคุม บุตรของคนกลุ่มนี้ก็จะได้สิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยเหมือนบิดามารดาเช่นกัน หรือในกรณีที่บิดามารดาเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง บุตรที่เกิดในประเทศไทยก็จะมีฐานะเช่นเดียวกับบิดามารดา แต่อนุญาตให้เด็กอาศัยอยู่ได้เป็นการชั่วคราว เพื่อรอการดำเนินการตามกฎหมายหรือรอนโยบายของรัฐที่จะดำเนินการกับผู้เป็นบิดามารดา และเมื่อบิดามารดาเดินทางออกไปนอกประเทศไทย หรือถูกส่งกลับประเทศต้นทาง หรือประเทศที่ 3 เด็กก็จะเดินทางออกไปพร้อมกับบิดามารดาด้วย

 

 

       นอกจากนี้ นายกฤษฎา ยังกล่าวอีกว่า เป็นการแก้ไขปัญหา “คนที่เกิดในประเทศไทยแต่ไร้สัญชาติ”โดยครม.ได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายสัญชาติมีมติอนุมัติให้เด็กที่เกิดในไทยซึ่ง “เป็นบุตรของคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว” และ อยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียน หรือเป็นกรณีที่เรียนจบปริญญาตรีแล้ว ให้มีสิทธิขอมีสัญชาติไทยเป็นการทั่วไปตามขั้นตอนของกฎหมายสัญชาติได้ 2 กรณี ได้แก่ 1.บุตรของคนต่างด้าวกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยที่กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำทะเบียนและออกบัตรประจำตัวไว้แล้วกับสำนักทะเบียนอำเภอ ซึ่งคนที่เป็นบิดาหรือมารดาจะต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี

 

2.บุตรของคนต่างด้าวอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อย ที่เกิดและเรียนหนังสือในประเทศไทยจนจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีแล้ว เท่ากับว่าเป็นคนอาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 20 ปี แต่ถ้าเด็กกลุ่มนี้ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี จะต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน หรือถ้าเป็นกรณีเด็กที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์จนไม่สามารถพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงได้ว่าใครเป็นบิดามารดา เด็กจะใช้สิทธินี้ได้ต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยต้องมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงจะขอมีสัญชาติไทยได้ โดยทั้งสองกลุ่มจะต้องมี “สูติบัตร” หรือ “หนังสือรับรองการเกิด”

 

 

“ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทยแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐและไร้สัญชาติเพื่อให้สิทธิเฉพาะเด็กที่เกิดในประเทศไทยและอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานไม่น้อยกว่า10-20 ปี จนมีวิถีการดำเนินชีวิตเหมือนคนไทยทั่วไป และประการสำคัญเด็กหรือบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างการศึกษาหรือจบการศึกษาระดับปริญญาตรีตามระบบการศึกษาของไทยแล้ว

 

มติคณะรัฐมนตรีจึงเป็นไปตามหลักการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนทางด้านสิทธิมนุษยชนที่อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายสัญชาติที่ได้ประกาศใช้มานานแล้ว แต่ยังไม่มีการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติให้ถูกต้องสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสัญชาติให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นธรรมซึ่งเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC)ที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีมาตั้งแต่ปี 2539

 

 

       แล้วก็ล่าสุดวันนี้(9ส.ค.) นางแคโรล แบตเชอเลอ ที่ปรึกษาพิเศษด้านภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ก็ได้กล่าวถึงการได้รับสัญชาติจากประเทศไทยของเด็กๆหมูป่า ได้ช่วยให้พวกเขากล้าที่จะฝันถึงอนาคตที่ดีขึ้น และนำความสามารถของตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การมีตัวตนทางกฎหมายเป็นการนำทางให้พวกเขาไปถึงจุดมุ่งหมายที่ปรารถนา และให้พวกเขาสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเต็มตัว

 

“คนที่อยู่ในภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติมักพบกับชีวิตที่ไม่มีความมั่นคง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจของรัฐสามารถช่วยแก้ไขปัญหาผู้ประสบภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของพวกเขาได้  ยูเอ็นเอชซีอาร์ยกย่องประเทศไทยในความตั้งใจแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐทุกรัฐที่มีประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติอาศัยอยู่ จะดำเนินการเพื่อยุติภาวะที่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อมนุษยชาติ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยสิ้นเชิง

 

 

กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งหมายรวมถึงชาวเขากลุ่มชาติพันธุ์ ที่อาจอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ  ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้น ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา โดยได้อนุมัติสัญชาติไทยแก่บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติไปแล้วประมาณ 100,000 คนตั้งแต่ปี 2551 และมุ่งมั่นที่จะหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติให้กับประชากรอีก 480,000 คนภายในปี 2567

 

ยูเอ็นเอชซีอาร์ร่วมกับมูลนิธิแอ๊ดเวนตีสเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์ (ADRA) สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลไทยและชุมชนที่มีประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติให้หมดไป”

 

 

 

 

 



เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว