หยุดพฤติกรรมน่าสมเพช..ถามดังๆ"เหวง-เต้น"ใครเริ่มความรุนแรง? หากไม่มีมีชายชุดดำ ทำไมพล.อ.ร่มเกล้าถึงถูกยิง!!??

Publish 2018-04-12 19:48:27



 

เมื่อวันก่อนเห็นข่าวการเคลื่อนไหวของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ยกพวกพาทีมงานคนเสื้อแดงไปป่วนป.ป.ช. อ้างว่าทวงถามความคืบหน้ารื้อคดีสลายชุมนุมเสื้อแดง ในโอกาสครบ 8 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุม  สวมบทบาทฮีโร่ผู้พิทักความยุติธรรมในชุดคนจรจัด คนไร้ที่พึ่ง 

 

ไม่เพียงเท่านั้นถัดมาวันสองวัน  นพ.เหวง โตจิการ  แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ พูดถึงเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย.53 ช่วงหนึ่งว่า

 

 "...พวกผมถูกฟ้องร้องว่าก่อการร้าย  หน้าตาอย่างพวกผมเป็นก่อการร้ายหรือ  กราบเรียนว่าเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสมัยโน้น ปปช.ใช้กระดาษ2แผ่น แล้วสรุปเลย  เหตุการณ์มันตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ซึ่งเกิดเหตุการณ์เยอะแยะ เรียกว่าอีเว้นท์ น่าจะร่วม100อีเว้นท์  ซึ่งปปช.สมควรต้องแยกแยะว่ามันเกิดอะไรขึ้นในแต่ละอีเว้นท์

 

"ผมยืนยันพวกเราไม่มีชายชุดดำ และอีเว้นท์ก่อนหน้าที่จะมีชายชุดดำตามที่ปรากฏในหน้าจอช่อง 11  ฟรีทีวีสมัยนั้น ที่ศอฉ.เอาไปออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีก น่าจะเป็นหมื่นหนเพื่อตอกย้ำให้คนทั่วทั้งประเทศเข้าใจว่ามีชายชุดดำจริง การทำแบบนี้ไม่ต่างจากฮิตเลอร์ที่พยายามกรอกหูคนเยอรมันว่าชาวยิว สร้างความเสียหาย และนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1ของประเทศเยอรมัน ให้เชื่อว่าชาวยิวเป็นศัตรูของเยอรมัน ซึ่งพยายามตอกย้ำ  นี่ก็เหมือนกันพยายามตอกย้ำ แปลว่ามันเป็นเรื่องไม่จริงถึงพยายามตอกย้ำ ถ้าเรื่องจริงไม่จำเป็นต้องตอกย้ำ"

 

นพ.เหวง กล่าวต่อว่าตนได้มีโอกาสคุยกับ เจ้าหน้าที่ประจำประเทศไทยของ อัลจาซีรา   ตนสังเกตว่ามันมีข่าวผ่านอัลจาซีราในวันที่ 12  เม.ย. ประมาณ 48 ชั่วโมงผ่านไป ถ้ามันมีเหตุการณ์จริง คนที่เป็นสื่อเขาจะต้องนำเสนอเผยแพร่ภาพข่าวนี้ไปทั่วโลก ณ วินาทีถัดมาเลยฮะ  แต่ไม่มี  วันที่ 10 เม.ย.คืนนั้นไม่ภาพเผยแพร่ไปทั่วโลก วันที่  11  เม.ย.ก็ไม่มี ไปปรากฎในวันที่ 12 เม.ย.

 

"เป็นความพยายมยัดคนเสื้อแดงว่ามีกำลังติดอาวุธชายชุดดำ เพื่อสร้างเป็นเงื่อนให้ใช้กำลังปราบปรามคนเสื้อแดง  ซึ่งเป็นเรื่องเท็จ  เป็นเรื่องโกหก และจนวันนี้ยังไม่สามารถพิจารณาได้เลยว่าชายชุดดำอยู่ตรงไหนอย่างไร 5 คนที่ถูกจับกุมไปศาลก็ยกฟ้อง" 



ความเคลื่อนไหวแสดงบทบาทเรียกร้องความเป็นธรรมให้ 99 ศพ ของนายณัฐวุฒิ  และบทบาทที่บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าว เสมือน “แพะรับบาป”ตามที่หมอเหวงได้เอยปากมานั้น คงจะลืมไปแล้วว่าจำนวนผู้เสียนั่นรวมประชาชนผู้บริสุทธิ์ และทหารที่ถูกกองกำลังติดอาวุธสังหารโหดกลางเมือง อย่าง พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม  ที่เหตุการณ์เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งโลกว่า พล.อ.ร่มเกล้า กับลูกน้อง ตกอยู่ในวงล้อมของ “ชายชุดดำติดอาวุธสงคราม” ที่รุมถล่มที่แยกคอกวัว ในวันที่ 10 เมษายน 2553 

 

หากนายณัฐวุฒิและหมอเหวง  เกิดอาการจำไม่ได้หรือจงใจจำไม่ได้ก็ตามแต่ จะได้ย้อนเหตุการณ์ ให้ฟังเหตุการณ์การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  โดยกลุ่มคนเสื้อแดงได้เริ่มชุมนุมในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เขตพระนคร มีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา ซึ่งในช่วงเวลานั้นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทำการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 แล้ว และต่อมาแกนนำบางส่วนได้นำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมและสร้างสถานการณ์ อาทิ เทเลือดที่พรรคประชาธิปัตย์ และทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ขับไล่เจ้าหน้าที่ทหารในวัดตรีทศเทพวรวิหาร วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร วัดมกุฏกษัตริยารามวรวิหาร วัดแคนางเลิ้ง วัดโสมนัสราชวรวิหาร สนามม้านางเลิ้ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สวนสัตว์ดุสิต เมื่อวันที่ 17 มี.ค.

       

       ต่อมาในวันที่ 3 เม.ย. นปช. เริ่มขยายพื้นที่การชุมนุมไปตั้งเวทีบริเวณสี่แยก ราชประสงค์ โดยปิดการจราจรบริเวณสี่แยกราชประสงค์ สี่แยกประตูน้ำ สี่แยกชิดลม สี่แยกเฉลิมเผ่า และสี่แยกราชดำริ วันที่ 5 เม.ย. แกนนำบางส่วนนำผู้ชุมนุมปิดล้อมอาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อทวงถามคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง และได้ขยายพื้นที่การชุมนุมมากขึ้น วันที่ 7 เม.ย. ได้ไปสถานีดาวเทียมไทยคม และปิดล้อมพร้อมบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา มีการยึดอาวุธและทำร้ายสารวัตรทหารจนได้รับบาดเจ็บ พร้อมประกาศจับตัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และให้การ์ด นปช. เข้าไปค้นในรัฐสภา หลังจากก่อนที่จะล่าถอยออกไป เมื่อทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เข้าไปเจรจา ขณะที่รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ได้หลบออกจากอาคารรัฐสภา ทางด้านพระที่นั่งพิมานเมฆ และต่อมา นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง พร้อมตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.

       

       ขณะที่สถานการณ์วันที่ 10 เม.ย. นั้น เวลาประมาณ 12.00 น. แกนนำ นปช. ได้ปราศรัยที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เตือนผู้ชุมนุมว่า ทหารจะสลายการชุมนุม ขณะที่ทางทหารก็ได้รับคำสั่งให้เปิดเส้นทางการจราจร (ขอคืนพื้นที่) จากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่จะมุ่งหน้าสู่สะพานพระราม 8 และสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยมีกองทัพภาคที่ 1 ,กองพลที่ 1 รักษาพระองค์, มณฑลทหารบกที่ 11, กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์, หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก, กองพล ทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์, หน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพบก และหน่วยบินเฉพาะกิจ ศอฉ. ปฏิบัติภารกิจ

       

       ต่อมาเวลา 13.10 น. ผู้ชุมนุมประมาณ 500 คน นำโดย นายขวัญชัย ไพรพนา ได้เดินทางไปที่กองทัพภาคที่ 1 เพื่อเรียกร้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารนำกำลังออกมาสลายการชุมนุม พร้อมพยายามปีนกำแพงและขว้างปาสิ่งของเข้าใส่เจ้าหน้าที่ทหาร และอาคารสถานที่ของกองทัพภาค ที่ 1 ทางทหารได้แจ้งเตือนด้วยเครื่องขยายเสียงให้ยุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่กลุ่ม นปช. ไม่ยุติการกระทำ และยังคงปีนกำแพงและขว้างปาสิ่งของใส่ทหาร และอาคารสถานที่ของกองทัพภาค ที่ 1 อย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น เจ้าหน้าที่ทหาร จึงได้ฉีดน้ำ  ยิงแก๊สน้ำตา และกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุม จนกระทั่งทหารสามารถเคลื่อนกำลังไปตามถนนราชดำเนินนอก และเกิดการปะทะกับผู้ชุมนุม จนกลุ่มผู้ชุมนุมถอยไปจนถึงบริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ และเกิดการปะทะกับ ทหารอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รุนแรง



ต่อมาเวลา 14.00 - 16.00 น. ได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหาร กับกลุ่ม นปช. บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์และสะพานชมัยมรุเชฐ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บ ประมาณ 100 คน จนกระทั่งเวลา 18.00 น. กลุ่ม นปช. ได้ผลักดันทหารให้ถอยร่นจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปถึงแยกมิสกวัน ส่วนที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลาประมาณ 17.00 น. กลุ่ม นปช. จำนวนมาก พยายามผลักดันทหารให้ถอยไปยังสะพานเฉลิมวันชาติ โดยใช้เด็ก สตรี พระสงฆ์ และผู้ร่วมชุมนุมทั่วไปอยู่ในแถวแรก แต่เมื่อมีการผลักดันกันประมาณ 10 นาที จึงให้กลุ่มชายฉกรรจ์ขยับขึ้นมาด้านหน้าพร้อมด้วยอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธ เช่น ไม้ปลายแหลม ระเบิดเพลิง ประทัดยักษ์ ก้อนอิฐ หนังสติ๊กที่ใช้นอตเป็นกระสุน เป็นต้น รวมทั้งใช้กำลังทำร้ายทหารจนได้รับบาดเจ็บ ต่อมา มีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง พร้อมทั้งมีการปาระเบิดควัน รวมทั้ง นปช. ก็ได้แย่งอาวุธปืนไปจากทหารด้วย

       

       จนกระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. สถานการณ์มีความรุนแรงและตึงเครียด ทหารได้ทิ้งแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะ และมีการปะทะหลายจุด เช่น บริเวณสี่แยกคอกวัว หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ต่อมาเวลาประมาณ 19.00 น. สถานการณ์บริเวณสี่แยกคอกวัวรุนแรงขึ้น ทหารเจรจาขอพื้นที่คืนแต่ไม่เป็นผล ผู้ชุมนุมด่าทอทหาร และขว้างปาสิ่งของใส่ พร้อมปรากฏชายชุดดำติดอาวุธปะปนอยู่กับกลุ่ม นปช. และมีชายชุดดำซุ่มอยู่บนอาคารบริเวณนั้นด้วย โดยไม่สามารถยืนยันว่าเป็นฝ่ายใด มีการกลิ้งถังแก๊สปิกนิกใส่ทหาร หลังจากนั้น ทหารได้รับคำสั่งให้เปิดเส้นทางการจราจร โดยโยนแก๊สน้ำตาและยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุม ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมบางรายได้โยนแก๊สน้ำตากลับไปใส่ทหาร จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะของทั้งสองฝ่าย

       

       เวลาประมาณ 19.30 น. ทหารที่ประจำอยู่บริเวณถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว ถูกยิงด้วยลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวนหลายลูกจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากและถอนกำลังออกจากพื้นที่ ซึ่งขณะนั้น ผู้บังคับบัญชาได้เรียกผู้บังคับหน่วยเข้าร่วมประชุมบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ระหว่างการประชุมปรากฏว่า มีแสงเลเซอร์ชี้เป้ามายังจุดที่ผู้บังคับบัญชากำลังประชุมกัน หลังจากนั้น มีระเบิด จำนวน 1 ลูก ตกลงบริเวณที่ประชุมนายทหาร ทำให้ทหารเสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ พันเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และ สิบโท ภูริวัฒน์ ประพันธ์ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก จำนวนมาก ได้แก่ พลตรี วลิต โรจนภักดี (ผบ.พล.ร.2 รอ.) พันโท เกียรติศักดิ์ นันทโพธิ์เดช พันเอก ประวิตร ฉายะบุตร พันเอก สิงห์ทอง หมีทอง พันเอก สันติพงษ์ ธรรมปิยะ พันเอกดนัย บุญตัน และพันเอก ธรรมนูญ วิถี

       

       จากนั้น กลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนได้ใช้อาวุธทำร้ายทหารที่อยู่แถวหน้า ทหารได้ถอนกำลัง และก็ถูกชายฉกรรจ์รุกไล่ติดตาม ทหารบางรายถูกรุมทำร้าย และ ถูกควบคุมตัวไปพร้อมยึดอาวุธ ส่วนทหารที่อยู่ในรถสายพานลำเลียงพลถูกยิงได้รับบาดเจ็บและถูกทำร้าย ผู้ชุมนุมได้ยึดทำลายอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ บนรถสายพานลำเลียงพล ต่อมาทหารได้เจรจากับผู้ชุมนุม เพื่อขอนำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะและนำรถสายพานลำเลียงพลออกจากจุดที่เกิดเหตุ ระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้าขัดขวางและนำตัวทหารที่ได้รับบาดเจ็บไปทำร้าย แต่มีกลุ่ม นปช. ด้วยกันเข้าไปห้ามและสามารถนำตัวทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ ต่อมาทหารได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังกลับที่ตั้ง ในขณะเดียวกันนั้น มีศพของผู้เสียชีวิต จำนวน 4 ราย ที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นฝ่ายใด และผู้ใดเป็นผู้กระทำ  ถูกกลุ่ม นปช. นำไปรวม ที่เวทีปราศรัยสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งเหตุการณ์สงบลงเวลาประมาณ 21.00 น.

 

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่หลายคนยังจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดี แถมเรียกกันติดมากด้วยว่า “เมษาเลือด” บันทึกรอยแผลเป็นกลางใจพี่น้องประชาชน  ถ้าไม่มีชายชุดดำตามของหมอเหวง พล.อ.ร่มเกล้าคงไม่ต้องจบชีวิต  เพราะฉะนั้นไม่ว่านายณัฐวุฒิ หรือหมอเหวงควรหยุดพฤติกรรมอันน่าสมเพช  โดยใช้เหตุการดังกล่าวมาหากินทางการเมือง หากินทั้งที่แจ้ง และที่ลับอีกต่อไป!!!



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม