#หนึ่งเดียวในโลก!! "อุโมงค์รถใต้น้ำ" ทุ่มทุนสร้างกว่า 87,000 ล้านบาท ใช้ข้ามฝั่งได้ด้วยเวลาอันสั้น เห็นโครงสร้างแล้ว ไม่คิดว่ามนุษย์จะทำได้!

Publish 2018-02-13 09:51:04



เราคงเคยเห็นอุโมงค์ปกติจนชินตากันแล้ว รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบัน มนุษย์ได้ก้าวไปอีกขั้น ของการพัฒนาคมนาคมขนสงทางบก หรื่อจะเรียกว่าทางน้ำก็ได้ เพราะอุโมงค์แห่งนี้ถูกสรางขึ้นใต้น้ำ ลึกลงไปกว่า 30 เมตร เมื่อรัฐบาลนอร์เวย์ เตรียมทุ่มงบประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 87,000 ล้านบาทสร้างอุโมงค์รถวิ่งใต้น้ำสำหรับข้ามฝั่งแห่งแรกของโลก ความยาว 2.4 กิโลเมตร และลึกลงไปใต้ทะเล 30 เมตร ในเส้นทางจากเมืองคริสเตียนซานทางภาคใต้ไปยังเมืองทรอนด์ไฮม์ทางภาคเหนือ โดยจะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางได้มากกว่า 10 ชั่วโมง



นอร์เวย์คลอดแผนการสร้าง อุโมงค์รถวิ่งใต้น้ำ แห่งแรกของโลก เพื่อช่วยให้นักเดินทางนั้นประหยัดเวลาในการข้ามฝั่ง และช่วยให้ความสะดวกสบายมากขึ้นเวลาเดินทาง เพราะในปัจจุบัน วิธีที่ใช้เดินทางข้ามแม่น้ำได้ คือการใช้เรือเฟอร์รี่ข้ามฟากเท่านั้น ซึ่งมีความยุ่งยากและใช้เวลานาน ไปดูกันเลยว่าอุโมงค์ใต้น้ำเป็นยังไง

อุโมงค์รถวิ่งใต้น้ำ ประกอบด้วยท่อคอนกรีตขนาดใหญ่ 2 ท่อ ขนาบข้างกันใต้ผิวน้ำที่ระดับความลึก 100 ฟุต ซึ่งเป็นทั้งอุโมงค์ขาไปและขากลับ มีความยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร และแต่ละท่อมีความกว้างพอสำหรับรถวิ่ง 2 เลน โดยเลนหนึ่งจะใช้สำหรับรถวิ่งทั่วไป ส่วนอีกเลนจะใช้สำหรับรถวิ่งฉุกเฉินเท่านั้น

อุโมงค์ใต้น้ำลอยได้ด้วยการใช้ทุ่นหลาย ๆ ทุ่นเหนือผิวน้ำ พยุงไว้ และยึดไว้กับโครงถัก เพื่อให้มั่นคงแข็งแรง ยิ่งกว่านั้น มีความเป็นไปได้ว่า โครงสร้างของอุโมงค์อาจยึดติดกับชั้นหินด้านล่างด้วย เพื่อเพิ่มความเสถียรภาพมากขึ้น

หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่สร้างอุโมงค์รถวิ่งแบบปกติทั่วไป? เหตุผลก็คือ ด้วยลักษณะภูมิประเทศแบบฟยอร์ด ซึ่งเป็นอ่าวเล็ก ๆ บริเวณชายฝั่งทะเล ที่มีความแคบและลึกมากเกินไป จึงไม่เหมาะที่จะสร้างอุโมงค์แบบธรรมดาได้ และในความลึกระดับไมล์ การขุดเจาะอุโมงค์โดยใช้วิธีปกติย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การออกแบบนี้มีข้อบกพร่องตรงที่ โครงสร้างของอุโมงค์ง่ายต่อการถูกทำลายจากสภาพอากาศเลวร้าย และยังเสี่ยงอันตรายจากการถูกรบกวนโดยกองทัพเรือที่บางครั้งใช้แม่น้ำในการฝึกซ้อมด้วย



โครงการดังกล่าว วางแผนงบประมาณไว้ที่ 25 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางภายในปี คศ. 2035 คงต้องรอกันอีกยาวเลยแหละถึงจะได้ใช้กันตอนนี้ก็อาศัยเรือข้ามฟากกันไปก่อน

 

 

ขอขอบคุณที่มา : dailymail


เรียบเรียงโดย

สราวุฒิ ธนุสุมาลย์


Suggess News